จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ค่าวก้อม

เติงตอนมาแล้ว ขอแจวจากจ๋ร
อยากกิ๋นเข้าตอน ออนจรบ่หน้อย
ใค่กิ๋นลาบปล๋า หลู้ส้าปล๋าก้อย
ต๋ามหมูฮิมดอย แง่มนี้ 
เจ้าหมู่เขาจ๋า ว่าอย่าเซ้าซี้
กิ๋นต๋ำหมู่นี้ เอาเอย
กิ๋นก้วยเตี๋ยวเตอะ
เปื่อเลอะ อ้ายเหย
เอาเลยต๋ามเลย กิ๋นก้วยเตี๋ยวแห้งๆ
https://www.gotoknow.org/posts/190287

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561

นิทานพื้นบ้าน กิ่งไม้หนึ่งกำมือ

กิ่งไม้หนึ่งกำมือ

twigs
วันหนึ่งมีชายชราอยู่ผู้หนึ่งซึ่งกำลังป่วยหนักและใกล้ตาย เขาได้เรียกลูกชายทุกคนเข้ามาหาโดยพร้อมหน้าพร้อมตากัน แล้วให้คนรับใช้ไปหากิ่งไม้มาหนึ่งกำมือ เขายื่นกิ่งไม้ในมือให้ลูกชายคนโตแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ไหนเจ้าลองหักกิ่งไม้ให้พ่อดูหน่อยซิ”
ลูกชายก็พยายามหักกิ่งไม้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่แต่ก็ไม่สามารถหักได้ จากนั้นชายชราก็ให้บรรดาลูกๆ ผลัดกันลองหักกิ่งไม้ทีละคนๆ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จสักคน เมื่อเป็นเช่นนี้ชายชราจึงแยกกิ่งไม้ออกมาแล้วส่งให้ลูกชายคนละกิ่ง และเอ่ยขึ้นว่า “คราวนี้พวกเจ้าลองหักกิ่งไม้ดูอีกทีซิ”
ลูกชายทุกคนต่างทำตามที่พ่อสั่ง และคราวนี้ทุกคนก็ต่างสามารถหักกิ่งไม้ได้ ชายชราจึงเอ่ยกับลูกๆ ว่า “พวกเจ้าก็เปรียบเสมือนกับกิ่งไม้มัดนี้ หากรักใคร่ปรองดองกันก็จะไม่มีใครทำอะไรพวกเจ้าได้ แต่หากเมื่อใดที่แตกความสามัคคีกัน พวกเจ้าก็จะถูกทำร้ายได้ง่ายเหมือนกิ่งไม้เหล่านี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความสามัคคีเป็นพลังอันยิ่งใหญ่

นิทานพื้นบ้าน กากับหงส์

กากับหงส์

zpage035
ณ ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง มีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ มันเห็นหงส์ท่าทางสง่างามกำลังแช่น้ำอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ จึงคิดว่าถ้ามันลงไปแช่น้ำนานๆ เช่นหงส์นี้ ขนสีดำของมันก็คงจะต้องกลายเป็นขนสีขาวสะอาดเช่นเดียวกับหงส์อย่างแน่นอน มันจึงบินลงไปแช่ตัวอยู่ในทะเลสาบเช่นเดียวกับหงส์ และกล่าวกับตนเองว่า “ขนสีดำน่าเกลียดของข้าจะต้องกลายเป็นขนสีขาวสวยงามสะอาดในไม่ช้าเป็นแน่”
แล้วมันก็แช่น้ำอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ยอมบินไปหาอาหารเลย พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาคอยดูว่าขนของมันนั้นได้เปลี่ยนเป็นสีขาวหรือยัง ในที่สุดมันก็อดอาหารจนตายอยู่ในทะเลสาบนั้นโดยที่ขนของมันก็ยังคงมีสีดำอยู่เช่นเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความทะเยอทะยานเกินตัวจะนำมาซึ่งความหายนะ

นิทานพื้นบ้าน กระต่ายกับเต่า

กระต่ายกับเต่า

5rabbit-n-turtle-300x218.gif
ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง กระต่ายตัวหนึ่งมักชอบโอ้อวดว่าตนเป็นผู้ที่วิ่งได้เร็วที่สุด อยู่มาวันหนึ่งกระต่ายเห็นเต่ากำลังคลานต้วมเตี้ยมอย่างช้าๆ กระต่ายจึงหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ นี่เจ้าเต่า ถ้าเจ้าเดินช้าอย่างนี้ แล้วเมื่อไรจะกลับถึงบ้านล่ะนี่”
เต่าจึงตอบกลับไปในทันทีว่า “ถึงข้าจะเดินช้า แต่ข้าก็กลับถึงบ้านทุกวัน เรามาลองวิ่งแข่งกันมั้ยล่ะ แล้วข้าจะเอาชนะเจ้าให้ดู”
กระต่ายนั้นมั่นใจว่าเต่าไม่มีทางเอาชนะตนได้เป็นแน่จึงรับคำท้า วันรุ่งขึ้นสัตว์ต่างๆ ก็พร้อมใจพากันมาดูการวิ่งแข่งขันระหว่างกระต่ายกับเต่า เมื่อการแข่งขันได้เริ่มขึ้น กระต่ายวิ่งอย่างสุดฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็พยายามคลานไปเรื่อยๆ
ในขณะที่กระต่ายวิ่งไปจนใกล้จะถึงเส้นชัยแล้วก็คิดว่าถึงอย่างไรเสียตนก็ต้องเป็นผู้ชนะแน่นอน กระต่ายจึงนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้และเผลอหลับไป ส่วนเต่าก็คลานต้วมเตี้ยมจนมาถึงเส้นชัย กระต่ายเมื่อตื่นขึ้นมาก็มองซ้ายมองขวาแล้วรีบวิ่งไปยังเส้นชัยด้วยความเร็ว แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะสัตว์ป่าทั้งหลายกำลังแสดงความยินดีกับเต่าที่เป็นผู้ชนะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

นิทานพื้นบ้าน กบทั้งสองกับบ่อน้ำ

กบทั้งสองกับบ่อน้ำ

502ed84b4a0e82687e4cdb7993bf0e06
ครั้งหนึ่งมีกบอยู่สองตัวอาศัยอยู่ที่หนองน้ำตื้นๆ ซึ่งพอจะเป็นที่หลบซ่อนตัวจากสัตว์อื่นๆ ได้ แต่เมื่อฤดูร้อนมาถึงหนองน้ำแห่งนี้ก็เริ่มตื้นเขินขึ้นและแห้งขอดไปในที่สุด กบทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะออกไปหาที่อยู่ใหม่ พวกมันออกเดินทางเข้าไปในป่าจนกระทั่งได้พบกับบ่อน้ำบ่อหนึ่งซึ่งลึกมาก ทั้งสองพากันกระโดดไปที่ขอบบ่อน้ำนั้น และเมื่อมองลงไปยังด้านล่างของบ่อก็พบว่ามีน้ำขังอยู่ที่ก้นบ่อ
กบตัวแรกจึงเอ่ยขึ้นว่า “บ่อน้ำบ่อนี้ลึกมากจริงๆ ถ้าเราย้ายมาอยู่ที่นี่คงไม่มีใครมาทำร้ายพวกเราได้เป็นแน่ เราใช้บ่อน้ำนี้เป็นบ้านหลังใหม่กันเลยดีกว่า” กบอีกตัวได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “วันนี้ในบ่อน้ำมีน้ำอยู่ก็จริง แต่หากวันข้างหน้าน้ำในบ่อเกิดแห้งขอดไปล่ะ เราจะออกจากบ่อน้ำนี้ได้อย่างไรกัน เจ้ากับข้าก็คงต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตเป็นแน่ ข้าว่าพวกเราไปหาที่อยู่ใหม่กันดีกว่านะ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบจะทำให้เราคาดเดาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

นิทานพื้นบ้าน กบกับพระอาทิตย์

กบกับพระอาทิตย์

cartoon_frog_sitting_on_a_lily_pad_in_a_pond_under_the_sun_0515-1101-1912-0429_SMU
ในวันหนึ่งพระอาทิตย์ได้ประกาศให้บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายรู้ว่ากำลังจะแต่งงาน บรรดากบได้ยินดังนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก และต่างพากันขึ้นมาจากหนองน้ำ พร้อมกับส่งเสียงคัดค้านการแต่งงานของพระอาทิตย์จนดังระงมไปทั่วทั้งป่า สัตว์ป่าต่างๆ ก็พากันออกมาดูพวกกบด้วยความรำคาญ และในฐานะเจ้าป่าสิงโตจึงเอ่ยถามบรรดากบว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงต้องคัดค้านเรื่องที่พระอาทิตย์จะแต่งงานด้วยเล่า ไม่เห็นเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเจ้าเลยสักนิด”
กบชราตัวหนึ่งจึงตอบกลับไปว่า “ทำไมถึงจะไม่เกี่ยวกับพวกข้าล่ะ มันเกี่ยวยิ่งกว่าเกี่ยวเสียอีก มันเกี่ยวข้องกับพวกข้าทุกอย่าง เพราะขนาดมีพระอาทิตย์เพียงดวงเดียวนี้ยังทำให้น้ำในหนองของพวกข้าแห่งผากถึงเพียงนี้ หากมีพระอาทิตย์อีกดวงปรากฏขึ้นพร้อมกันถึงสองดวงล่ะก็ พวกข้าคงต้องตายกันหมดเป็นแน่”

ประวัติ พระธาตุดอยตุง

เปิดตำนาน “พระธาตุดอยตุง” 17 ธันวาคม 2559 5282 ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาของพระธาตุดอยตุงมีอยู่ว่า ที่บริเวณพระธาตุดอยตุง ประกอบด้วยยอดเขาหลายลูกสลับซับซ้อนกันอยู่ บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของอารยชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า วิรังคะ บ้าง ลัวะ บ้าง พวกนี้มีหัวหน้าชื่อปู่เจ้าลาวจก มีเมียชื่อ ผ่าเจ้าลาวจก สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับอยู่ที่ยอดเขาลูกหนึ่งทรงมะนาวตัดและทำนายว่าในอนาคตจะมีพระอรหันต์นำพระธาตุของพระองค์มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ ซึ่งต่อไปภายหน้าจะเป็นบ้านเป็นเมือง มีกษัตริย์ค้ำชูพุทธศาสนาตราบชั่ว 5,000 พระวัสสา ทิวเขาที่ทอดยาวทางด้านทิศตะวันตกของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับพม่า มีชื่อเรียกว่าทิวเขาแดนลาว หรือเทือกเขาดอยตุง บริเวณพื้นที่นี้มีกลุ่มดอยสลับซับซ้อน เป็นแหล่งชุมชนโบราณที่ปรากฏเรื่องราวในตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย ทิวเขากลุ่มหนึ่งที่ทอดตัวเรียงเป็นรูปสามเส้า ดอยทางทิศใต้เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุซึ่งเป็นที่เคารพนับถือและเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นปฐมธาตุเจดีย์แห่งล้านนาที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1454 โดยพระเจ้าอุชุตราชแห่งนครโยนกนาคพันธุ์ นั่นคือ พระมหาชินธาตุเจ้าบนดอยตุง ด้วยความเชื่อที่ว่าภายใต้พระมหาสถูปทั้งสององค์ของพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุงเป็นที่ประดิษฐานพระรากขวัญเบื้องซ้ายและพระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่น ๆ ปรากฏเป็นความเชื่อสืบทอดบันทึกไว้ในเอกสารตำนานที่กล่าวอ้างถึงการนำพระบรมสารีริกธาตุมาสู่ดอยตุงและการสถาปนาพระมหาสถูประบุศักราชในตำนานไกลโพ้นถึงยุคพุทธกาล เน้นย้ำความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดผูกพันตำนานกับความเชื่อเลื่อมใสที่ยาวนานมา ตำนานเกี่ยวกับพระธาตุดอยตุงปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองของล้านนาเป็นความเชื่อปรัมปราของจารีตการสืบทอดประวัติความเป็นมาแห่งดินแดนที่แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมสลายและความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรชุมชนในบริเวณอันกว้างใหญ่ของลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำกกและแม่น้ำสายที่เกี่ยวเนื่องกับอิทธิพลของพุทธศาสนาที่แพร่ขยายเข้าสู่ดินแดนบริเวณนี้ ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาของพระธาตุดอยตุงมีอยู่ว่า ที่บริเวณพระธาตุดอยตุง ประกอบด้วยยอดเขาหลายลูกสลับซับซ้อนกันอยู่ บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของอารยชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า วิรังคะ บ้าง ลัวะ บ้าง พวกนี้มีหัวหน้าชื่อปู่เจ้าลาวจก มีเมียชื่อ ผ่าเจ้าลาวจก สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับอยู่ที่ยอดเขาลูกหนึ่งทรงมะนาวตัดและทำนายว่าในอนาคตจะมีพระอรหันต์นำพระธาตุของพระองค์มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ ซึ่งต่อไปภายหน้าจะเป็นบ้านเป็นเมือง มีกษัตริย์ค้ำชูพุทธศาสนาตราบชั่ว 5,000 พระวัสสา เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานพระมหากัสสปนำพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายและพระธาตุอื่น ๆ มาไว้ พระธาตุได้ชำแรกลึกลงไปในหิน พระมหากัสสปได้ทำตุง คันหนึ่งใหญ่ยาวมาก ว่ากันว่า ร่มเงาของตุงนั้นทาบไปถึงเมืองเชียงแสนซึ่งขณะนั้นมีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองอยู่แล้ว เป็นวงศ์ของสิงหนวติกุมาร ซึ่งได้อพยพมาจากตอนเหนือมาตั้งบ้านเรือนอยู่ จึงให้ปู่เจ้าลาวจกพร้อมเมียและบริวาร 500 เป็นผู้ดูแลพระธาตุ อย่างไรก็ตามพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากรได้กล่าวถึงความเชื่อเรื่องพระธาตุ ซึ่งได้มีการตรวจสอบจากตำนานพระธาตุดอยตุงเมืองเชียงแสนฉบับของกรมศิลปากรและตำนานสิงหนวติปรากฏว่า ไม่ได้มีการระบุว่าเจดีย์องค์ใดเป็นพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายหรือพระธาตุส่วนอื่น ๆ นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงการนำพระธาตุมา 2 ครั้งคือครั้งแรกมีพระรากขวัญเบื้องซ้ายมาด้วยส่วนครั้งที่สองมีการนำพระธาตุมาหลายองค์ เมิ่อนำมาแล้วได้อัญเชิญขึ้นมาตั้งไว้บนก้อนหิน พระธาตุที่นำมาครั้งแรกทำอภินิหารจมลงในดินลึก 8 ศอก ส่วนครั้งที่สองจมลงในดินลึก 7 ศอก ด้วยเหตุนี้การจะระบุว่าเจดีย์องค์ใดเป็นที่สถาปนาพระธาตุจึงเป็นคำอธิบายของคนสมัยหลัง ซึ่งไม่ตรงกับความเชื่อในตำนาน มีการเปรียบเทียบภาพถ่ายระหว่างพระธาตุดอยตุงกับพระธาตุดอยสุเทพในรูปทรงที่เห็นปัจจุบัน มีหลักฐานบ่งชี้ในตำนานพระธาตุดอยสุเทพชัดเจนว่าเป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2068 ซึ่งตรงกับสมัยพระเกศเกล้าครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งทำองค์ระฆัง บัลลังก์และมาลัยลูกแก้วเป็น 12 เหลี่ยม ลักษณะพระธาตุดอยตุงองค์เดิมมีการทำเป็นเหลี่ยมเช่นกันแต่มี 8 เหลี่ยม การนิยมทำส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวให้เป็นเหลี่ยมนี้ ไม่ปรากฏว่ามีที่ใดเก่าไปกว่าของพระธาตุดอยสุเทพ ดังนั้นได้มีการตรวจสอบกับตำนานพระธาตุดอยตุง เมืองเชียงแสนฉบับหอสมุดแห่งชาติว่ามีใครเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำนุบำรุงพระธาตุ ในสมัยตั้งแต่ พ.ศ.2068 หรือไม่ ปรากฏว่าครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2129 กษัตริย์เชียงใหม่ผู้เป็นเชื้อสายของบุเรงนองได้มาทำนุบำรุงพระธาตุองค์นี้ พระธาตุดอยตุง ชำรุดทรุดโทรมผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน กระทั่งปี พ.ศ.2470 ครูบาศรีวิชัยได้มาทำการบูรณะพระธาตุดอยตุง โดยการฉาบปูนใหม่แต่ยังรักษาทรวดทรงของเดิมของเก่า ที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพุทธศาสนิกชนยังคงเดินทางขึ้นไปนมัสการองค์ปฐมพระบรมธาตุแห่งล้านนากันอย่างไม่ขาดสาย เนื่องจากพระธาตุดอยตุง เป็นเสมือนเสาหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวไทยใหญ่จากพม่ารวมถึงชาวลาวจากหลวงพระบางและเวียงจันทน์ สังเกตได้จากในช่วงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงมีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมานมัสการองค์พระธาตุดอยตุงแห่งนี้อยู่อย่างไม่ขาดสาย

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

โค้ง 100 ศพ !!!

ตามฉายาที่ชาวบ้านละแวกนั้นตั้งขึ้นมา “ทำไม” อะไร เป็นสาเหตุที่ทำให้ เกิดอุบัติเหตุ ที่นี่บ่อยครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมคนขับจึงต้องมาสังเวยชีวิต ณ.จุด ๆ นี้
ที่เดียว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเมื่อ ถนนรัชโยธิน ก็มีตั้ง 3 โค้ง คล้าย ๆ กัน และทำไม ถ้าหากคุณเป็นคนช่างสังเกตุ สักหน่อย จะเห็นว่าเกาะกลางถนนนั้น ต้นไม้ก็มีให้เห็น ทั่วไป หลายหลาก แต่ไม่เคยเห็นมีปรากฎการณ์ มีต้นโพธิ์ ขนาดไม่เล็ก มาผุดอยู่ตรงทางโค้งนี้………………….ซากรถที่พังยับเยินจนแทบไม่รู้ว่านี่คือรถยี่ห้อไหน
เหล็กก็ไม่ใช่บาง ๆ รถเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะไม่มีใครรอด ล้วนแล้วแต่ , , , เป็นคันที่มีคนเสียชีวิตในรถทั้งหมด ขณะที่เราไปยืนถ่ายทำนั้น ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ๆ
ซึ่งไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องภูติผีปีศาจ เพราะเวลาขณะนั้น เมื่อทีมงานหันหน้ามามองกัน แล้วดูนาฬิกา  ก็เป็นเวลา ตีสองกว่า ๆ ขณะถ่ายอยู่นั้น ก็มีเสียง และกลิ่นประหลาด ๆ พัดผ่านวูบ ๆ แต่ก็มิได้ตระหนกตกใจมากเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้ รู้สึกได้เลยว่า ขนแขนสะแตนอัพ ได้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นทีมงานเราได้เดินออกจากป่าช้ารถยนต์นี้ มุ่งหน้าไปหาข้อมูล จาก สน.พหลโยธิน ซึ่งเป็นผู้ดูแลท้องที่ และรวมถึงถนนสายมรณะนี้ด้วย จากการสอบถามจากตำรวจหลาย ๆ ท่าน ใน สน.พหลฯ ทั้งลุงจ่า และท่านสารวัตรที่เข้าเวรอยู่คืนนั้น ได้ทราบถึงข้อมูลจริงว่า รถแต่ละคันที่ประสพอุบัติเหตุที่จุดนี้นั้น มีน้อยรายที่รอดส่วนใหญ่จะเสียชีวิต ไม่คาที่ ก็ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล หรือกลางทางขณะส่งตัวเข้าร.พ.
บรรดาเหล่ารถซิ่งทั้งหลายก็พบจุดจบที่นี่หลายชีวิตเช่นกัน
ท่านสารวัตรบอกว่า ส่วนใหญ่แข่งกันแล้ววิ่งแหกโค้ง กระเด็นข้ามเกาะ มาอีกฝั่งเป็นประจำท่านสารวัตรมีความเห็นว่า เนื่องจากถนนช่วงนี้เป็นถนน ลาดยาง 3 เลน ช่วงดึกจะมีรถน้อย และผนวกกับทางโค้งช่วงนี้เป็นทางโค้งที่ค่อนข้างยาว แต่ไม่มีส่วนเอียง ที่เค้าเรียกว่า สโล๊ป ทำให้ในบางครั้งเกิดการเสียหลัก และการทรงตัวของรถ ก็จึงเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวได้ และถนนสายนี้ก็ยังเป็นถนนสายที่ออกมาจากแหล่งบันเทิงมากมาย ซึ่งบางครั้งผู้ขับขี่อาจจะเมา หรือประมาท ก็เป็นได้แต่ที่มาของต้นโพธิ์นี้ ไม่ทราบว่าขึ้นมาได้อย่างไรเช่นกัน เพราะคงไม่มีคนมาปลูก
จากจุดนี้เอง ดังในภาพถ่ายที่เราได้ไปถ่ายมา
ในความคิดเห็นของ ลุงจ่าเล่าให้เราฟังว่า เคยมีคนที่รอดบอกว่า ขณะขับรถอยู่นั้น เมื่อผ่านมาที่ช่วงนี้ เค้าเห็นคนกำลังเดินตัดหน้ารถไป
ทำให้เบรคกระทันหันและทำให้รถเสียหลัก บ้างก็บอกว่า เห็นมีเงาดำ ๆ ยาวมาก เหมือนมีคนยืนอยู่ พาดผ่  านช่วงถนนนี้ทำให้เกิดการตกใจ และควบคุมสติไม่อยู่ ลุงจ่ายังบอกอีกว่า ช่วงดึก ๆ บางคืน หากลองสังเกตุดี ๆ จะเห็นมีคนมาจุดธูปสักการะ แล้วมาขูด เพื่อขอเลขเด็ดบ้าง มาบูชา บนบานศาลกล่าว บ้างก็มีให้เห็นเหมือนกันตามความเชื่อของชาวบ้านแถบนั้น
มีพี่มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เล่าให้ฟังว่า
ขณะเค้ากำลังรอผู้โดยสารที่จะเข้าซอย ในตอนช่วงเลยสองยามไปแล้ว เคยเห็นคนมานั่งก้มหน้า ผมยาวมาก อยู่ที่ ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามเหมือนกัน…… ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร นอกจากตนเองแล้ว ก็ยังมีเพื่อน ๆ คนอื่นก็เคยเห็น แต่ไม่อยากคิดว่าเป็นผีสางอะไรเพราะถ้าคิดแล้วก็ต้องกลัว แล้วพาลจะทำงานไม่ได้
“ทำไม? จึงมีผู้ขับขี่ยวดยาน ต้องมาประสบอุบัติเหตุที่จุดนี้จุดเดียว
เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องชวนพิศวง อยู่เหมือนกันว่า อาจจะเป็นไปได้หรือปล่าว กับคำว่า “ตัวตายตัวแทน”และยังเป็นคำถามให้ชวนคิดอยู่ต่อไป ว่า
” ทำไม? จึงมีต้นโพธิ์ ต้นนี้ ขึ้นเด่นสง่าอยู่กลาง เกาะกลางถนน ในเมื่อไม่มีใครมาปลูก”
” ทำไม? ต้นโพธิ์ต้นนี้ ต้องมาขึ้นอยู่ตรงจุดนี้”
ในเมื่อ ถนนนี้ก็มีอีก 2 โค้ง”
” ทำไม? ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ต้องมาพบจุดจบที่จุดนี้”
คำถามเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องน่าคิด ของพวกเรา และทีมงาน และคุณ ๆ ที่อ่านเรื่องนี้เช่นกัน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ทีมงานจึงขอเตือนว่า หากขับรถ โปรดใช้ความระมัดระวัง และอย่าขับขี่ในขณะมึนเมา อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ อาจจะเป็นตัวอย่างสอนผู้ขับขี่ได้ถึงการระมัดระวังอุบัติเหตุที่ อาจจะเกิดกับท่านได้ หากขาดความระมัดระวัง หรือขับรถแบบขาดสติ
แหล่งที่มา บอร์ดรวมเรื่องผี

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

:: สุภาษิตสอนหญิง ::

:: สุภาษิตสอนหญิง ::  และคติเตือนใจ


สุภาษิตสอนหญิง (สุนทรภู่)
       จงปฎิบัติสามีเป็นที่รัก

สามิภักดิ์โดยเที่ยงไม่เดียงสา
มิให้เคืองขืนขัดเรื่องอัชฌา
ถึงเวลายามนอนผ่อนเอาใจ
     ก้มกราบบาทสามีเป็นที่ยิ่ง
สรรพสิ่งชอบประกอบให้
ตื่นก่อนนอนหลังระวังระไว
ตักน้ำไว้คอยท่าให้สามี
     จะได้ชำระพักตราเพลาเช้า
นวลเจ้าจำไว้เป็นศักดิ์ศรี
หาหมากพันพลูบุหรีดี
.................................
     การกินนอนนั้นเป็นการใหญ่
ระวังระไวอย่าให้ทำเมินเฉย
ของคาวหวานเป็นการของทรามเชย
อย่าละเลยไว้ใจให้ใครทำ
     เป็นสตรีย่อมมีมารยาท
จะทำการก็สะอาดไม่ผลีผลาม
สิ่งใดดีที่ไหนสนใจจำ
ปากคำไม่กระเดื่องให้เคืองใจ
     จัดแจงการบ้านเรือนดูรอบคอบ
ถึงทำชอบผัวว่าชั่วก็นิ่งได้
รักษาตัวกลัวผิดระวังระไว
ตั้งจิตคิดไว้ให้คนชม
     บาลีว่าหญิงดีมีสี่อย่าง
ไม่อำพรางย่อมตรัสบริหาร
สำแดงไว้ให้เห็นเป็นประธาน
จึงพิจารณ์ตามพระพุทธาธิบาย
     หญิงเหล่าหนึ่งเรียกว่ามาตาภริยา
สเน่หาในสามีไม่เหือดหาย
ปฎิบัติเช้าเย็นไม่เว้นวาย
มิไข้หน่ายในการบำรุงบำเรอ
     มารดารักบุตรนั้นฉันใด
เอาใจใส่มิได้แต่งเสนอ
รักสนิทจิตสมัครสามีเธอ
เทียบเสมอเพียงบุตรในอุทร
     ภคินีภรรยานั้นพวกหนึ่ง
เร่งรำพึงคิดคร่ำคำที่สอน
รักสามีเหมือนพี่ร่วมมารดา
โอนอ่อนคำนับน้อมยอมยำเกรง
     ทาสีภรรยาพวกหนึ่งเล่า
ท่านชักเอามาเปรียบเทียบเหมาะเหม็ง
รักสามีเหมือนนายเงินของตนเอง
ต้องยำเกรงเช้าเย็นเป็นนิรันดร์
     สหายิกาภรรยาครบสี่
รักสามีดังสหายผ่อนผายผัน
สงวนอารมณ์มิได้ข่มขี่กัน
สู้อดกลั้นจริงจริงทุกสิ่งเจียว



 คติเตือนใจหญิง


  • น้ำตาของหญิงสาว งดงามกว่ารอยยิ้มของเธอ
       
  • ผู้หญิงโดยมากก่อเรื่องยุ่งๆ โดยไม่มีเหตุผล 
    ผู้หญิงร้องไห้เมื่อไร เมื่อนั้นก็เป็นเหตุผลของเธอ
       
  • มารยาทของคนโดยเฉพาะผู้หญิง 
    สร้างวาสนาของตนได้เป็นอย่างดี
      
  • อย่าสอนลูกหลานให้เป็นผู้ดีเย่อหยิ่ง หรือถือตัว 
    จงสอนให้ลูกหลานเป็นลูกชายแท้ เป็นหญิงแท้
       
  • ภรรยางาม ทำให้สามีมีความสุขครึ่งๆกลาง 
    ภรรยาดี ทำให้สามีสุขกายสุขใจตลอดชีวิต
      
  • ก่อนแต่งงานจงจู้จี้เลือกสามี 
    หลังแต่งงานจงอยู่ในโอวาทของสามี
      
  • ผู้ที่หยิ่งผยองโดยเฉพาะผู้หญิง เท่ากับเปิดทางให้กับ
    ความชั่วร้ายเข้านอกออกในได้โดยง่าย
     
  • แม่ที่ดีต้องไม่ตามใจลูก ไม่ว่าผิดหรือถูก 
    แม่ที่ดีต้องสอนลูกให้อยู่ในสังคมได้อย่างสวัสดิภาพ
      
  • ลูกๆจะเป็นอย่างไรในภายหน้า ขึ้นอยู่กับแม่ว่าจะอบรมอย่างไร
    ชีวิตลูกๆจะยุ่งยากถ้าแม่ตามใจลูกจนเกินเลย
       
  • น้ำตาของแม่ คือความรัก 
    รวมกับความหว่งใยที่มีต่อลูกตลอดกาลนาน
       
  • สามีหูหนวก ภรรยาเป็นใบ้ 
    ชีวิตแต่งงานของคู่นี้จะยั่งยืนตลอดกาล
      
  • สามีดี ภรรยาดี ต่างต้องไม่ยุ่งเกี่ยวในเรื่องส่วนตัวของกันและกัน
       
  • หน้าที่แท้จริงของภรรยา คือทำอาหารให้อร่อย ถูกปากสามี
    และภรรยาที่ดีต้องร่วมทุกข์กับสามีอย่างเต็มใจ
       
  • ภรรยาดี ต้องฉลาดเข้าใจรู้ใจสามี มีหน้าที่ปฎิบัติสามีให้เป็นสุข 
    ปลอบโยนให้หายทุกข์
       
  • หญิงดี เมื่อรักชายใดแล้ว ก็เมตตาเขาผู้นั้นเพียงชายเดียวในชีวิต
       
  • ผู้หญิงโดยมากฉลาดแหลมคมนัก 
    แต่หญิงที่ฉลาดจริงเป็นหญิงที่ซ่อนคม
       
  • ผู้หญิงน่ารักเหมือนตุ๊กตาในยามดี 
    และดุร้ายเหมือนเสือแม่ลูกอ่อนในยามร้าย
      
  • หญิงวาสนาดีเทียมคุณหญิงคุณนาย คือหญิงที่สงบเงียบทั้งกาย วาจา
    และมีความรู้ความสามารถพอประมาณ
      
  • หญิงวาสนาเทียมเศรษฐี เป็นหญิงที่แต่งตัวพองาม 
    กินพออิ่ม พูดน้อย ขยันมาก
       
  • หญิงที่ปากร้าย ไม่ยอมแพ้ใคร ก็มีหวังเจ็บตัว หรือเสียโฉม 
    และเมื่อมีลูก เธอก็จะกลายเป็นหญิงขี้โรค
              
  • ผู้หญิงขี้หึงหรือใจร้าย จะไร้ที่พึ่งทางกายและใจ 
    ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
      
  • หญิงดีมีบุญบารมี เป็นผู้หญิงที่รู้จักประหยัด และใจดีมีเมตตา
      
  • หญิงที่มีจิตใจและกิริยาเป็นชาย จะอายุยืน 
    แต่ชีวิตครอบครัวอับเฉา และอับจน
     

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาคำทายล้านนา

1. อะหยังเอ้าะ หัวทั่งดิน ตีนชี้ฟ้า (อะไรเอ่ย หัวทิ่มลงพื้นดิน ตีนชี้ขึ้นฟ้า)
    ตอบ: ค้างคาว
    อธิบาย : ค้างคาวเป็นสัตว์ที่แปลกกว่าสัตว์ชนิดอื่น คือ เวลาเกาะอยู่ตามสถานที่
    
2. อะหยังเอ้าะ ดำยาว ขาวสั้น (อะไรเอ่ย สีดำยาว สีขาวสั้น)
     ตอบ: ขี้จั๊กกิ้ม (ขี้จิ้งจก)

3. อะหยังเอ้าะ ผีบ่าหลอกบ่าหลอน ละอ่อนชอบขนาด

     ตอบ: ผีเสื้อ
     อธิบาย : เป็นการเล่นคำว่า ผี

4. อะหยังเอ้าะ บ่าทันเฒ่า หลังก่อง ยังไม่แก่ แต่หลังโกง)

ตอบ: กุ้ง
อธิบาย : ธรรมชาติของกุ้งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะมีตัวโค้งงอ จึงเปรียบเหมือนกับคนแก่หลังโกง

5. อะหยังเอ้าะ กับหน้อยๆ ใส่น้ำยางเหลือง คนตึงเมืองไขบ่ออก

    ตอบ: ไข่
    อธิบาย : เปรียบไข่เป็นตลับขนาดเล็ก ข้างในบรรจุน้ำยางสีเหลืองแต่คนทั้งเมืองก็เปิดไม่ออก

6. อะหยังเอ้าะ บ่าวหน้อยเสื้อลาย กันคนก๋าย อะแฮมใส่ น้อยใส่เสื้อลาย พอมีคนเดินผ่านมาก        ตอบ: ตุ๊กแก

     อธิบาย : ร้องเวลาที่มีคนเดินผ่าน จึงเปรียบเหมือนเป็นการทักทาย

7. อะหยังเอ้าะ สุบกุบขึ้นดอย (อะไรเอ่ย สวมงอบ หรือหมวก ขึ้นภูเขา)

     ตอบ: เต่า
     อธิบาย : เปรียบกระดองเต่าเป็นกุบหรือหมวก

8. อะหยังเอ้าะ ลูกใหญ่เหลือแม่ (อะไรเอ่ย ลูกตัวใหญ่กว่าแม่)

    ตอบ: แมงมัน
    อธิบาย :ลูกของมดชนิดหนึ่ง ตัวเล็กมาก อาศัยอยู่ใต้ดิน ลูกแมงมันที่เราเอามากินนั้นจะตัวใหญ่กว่าตัวแม่

9. อะหยังเอ้าะ รักก็จูบ บ่รักก็จูบ (อะไรเอ่ย รักก็จูบ ไม่รักก็จูบ)

    ตอบ: หอย
     อธิบาย : ก่อนแกงจะต้องตัดก้นแหลมๆ ออกเสียก่อน เวลากินต้องใช้ปากดูดให้เนื้อข้างในออกมา เรียกว่า จูบ

10. อะหยังเอ้าะ อุ้มลุ้มเท่ารังต่อ เจ้ามันผ่อบ่หัน(อะไรเอ่ย กลมๆเท่ารังต่อเจ้าของดูยังไงก็ไม่เห็น)

     ตอบ: ตา
     อธิบาย : เกล้ามวยผมงชาวเหนือนิยมเกล้าผมมวยลักษณะเป็นก้อนกลมๆคล้ายรังต่อ 2. อะหยังเอ้าะ สองพี่น้องอยู่       หล่ายคันนา คันนาคนละด้าน)

11. อะหยังเอ้าะ จิ๊กปิ๊กเท่าบ่าแคว้ง กินสุดแล้งบ่าเสี้ยง
       ตอบ: หัวนม
       อธิบาย : เปรียบหัวนมว่ามีขนาดเล็กเท่ามะเขือพวง แม้ลูกจะกินเท่าไหร่ ก็ยังมีนมให้กินตลอด

12. อะหยังเอ้าะ ทางลุ่มเป็นขน ทางบนก็เป็นขน ค่ำมาเข้ามาจู้กัน

       ตอบ: ขนตา
13. อะหยังเอ้าะ อยู่ในวัง ถ้าบ่สั่ง บ่ออกมา
     ตอบ: ขี้มูก
     อธิบาย : ขี้มูกอยู่ในจมูกซึ่งเปรียบเหมือนกับวัง ถ้าไม่สั่ง ขี้มูกก็ไม่ออก

14. อะหยังเอ้าะ ทางบนก็หม่าผา ทางลุ่มก็หม่าผา งูสิงสาลอดเข้า
       ตอบ: ฟันกับลิ้น
       อธิบาย : เปรียบฟันเป็นหินผา และลิ้นเป็นงู ที่ลอดเข้าออกระหว่างฟันบนและล่าง

15. อะหยังเอ้าะ อุ้มลุ้มเท่ามะนาว คนตึงซาวเซาะหาบ่หัน

       ตอบ: ตด
       อธิบาย : เปรียบตดว่ามีลักษณะกลมขนาดเท่าผลมะนาว เวลาผายออกมามีแต่ลมจึงมองไม่เห็น

16. อะหยังเอ้าะ แต๊บแป๊บเท่าห่อเกลือ ไปเมืองเหนือก็รอด

     ตอบ: เท้า
     อธิบาย: จะไกลแค่ไหนก็ไปถึง

17. อะหยังเอ้าะ ตัดเก๊าบ่ตาย ตัดปลายบ่เหี่ยว
( อะไรเอ่ย ตัดตรงโคนไม่ตาย ตัดตรงปลายไม่เหี่ยว)

       ตอบ: เส้นผม
       อธิบาย : เส้นผมของคนเรา ไม่ว่าจะตัดตรงไหน ก็ไม่ตาย ไม่เหี่ยว

18. อะหยังเอ้าะ เห็ดกระด้าง อยู่ข้างดอย กอยบ่หัน แต่หยุบได้

       ตอบ: หู หรือ ใบหู
       อธิบาย: เปรียบใบหูเป็นเห็ดกระด้าง และศีรษะเป็นดอยหรือภูเขา เรามองไม่เห็นใบหูของเรา แต่เราสามารถจับได้



ค่าวก้อม

เติงตอนมาแล้ว ขอแจวจากจ๋ร อยากกิ๋นเข้าตอน ออนจรบ่หน้อย ใค่กิ๋นลาบปล๋า หลู้ส้าปล๋าก้อย ต๋ามหมูฮิมดอย แง่มนี้   เจ้าหมู่เขาจ๋า ว่าอย่...